12.22.2014

[HAIR] เปลี่ยนสีผม To B1 Hair Station

          สวัสดีช่วงเทศกาลค่ะ ตอนนี้ปีใหม่ก็กำลังเดินทางมาถึง อุ๋มจึงรู้สึกว่าได้ฤกษ์ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรกับตัวเองซักอย่างค่ะ ครั้งนี้เริ่มกันที่ สีผม ก่อนเลยแล้วกัน ครั้งที่แล้วจะเห็นว่าอุ๋มได้เคยย้อมผมเป็นสีม่วงเข้มประกายแดงมา เป็นสีที่ไม่สว่างมากเพื่อให้เหมาะกับการทำงานค่ะ 


แต่ด้วยช่วงนี้  บิวตี้บล๊อกเกอร์ หลายท่านรอบๆ ตัว ไปทำสีผมสีแจ่มแจ้งเจิดจรัส กันเยอะแยะเลย อุ๋มจึงเกิดกิเลส อยากลองมาเปรี้ยว เริ่ด เฉิด ฉาย บ้างค่ะ ว่าแล้วก็ .......



จัดสิคะ!! จัดเถอะค่ะ!! 

ในโอกาสนี้ต้องขอขอบคุณ To B1 Academy มา ณ ที่นี้ด้วยนะเจ้าค่า ที่สนองนี๊ด ทันใจ ได้สีผมเปรี้ยวถูกใจล่ะงานนี้ เนื่องจากว่าหาวิธีทำผมให้เหมาะกับตัวเองได้แล้ว และแน่นอนว่าสีที่ทำใหม่ต้องไม่ขัดกับการทำงานของอุ๋มด้วยค่ะ เงื่อนไขในการทำสีผม ที่อุ๋มได้บอก พี่ๆ ช่างทำผม คือ ผมที่ย้อมสีได้ต้องเป็นผมส่วนใต้หูลงไปค่ะ เนื่องจากว่ายังต้องเกล้าผมไปทำงานอยู่


...​ อยากได้ประมาณนี้ค่ะ ดูเปรี้ยว สะเด็ด เข็ดฟันดี ...

ดังนั้น ทำการขัดฟอกสีดังนี้เลยค่ะ ก่อนอื่นพี่โอ๋ได้ถามอุ๋มว่าเคยทำสีอะไรมาบ้าง ก็ต้องยอมรับไปตามตรงว่าเคยทำสีม่วง ประกายแดง INOA ซึ่งเป็นสีที่ค่อนข้างเข้มค่ะ ทำให้การกัดสีผมนั้น ต้องทำหลายรอบ มาดูกันว่ากัด ขัด ฟอกสีแล้วเป็นอย่างไร


เริ่มกันเลยนะคะ วันนี้อุ๋มหัวมันมากกก เนื่องจากบินลงมาแล้วตรงมาร้านเลยค่ะ แฮ่ สภาพดังนี้เห็น พี่ๆ เลยต้องจับไปใส่กระบุง เอ้ยย จับไปนอนสระผมก่อนรอบนึงค่ะ


กัดสีผมเฉพาะ ช่วงใต้ใบหูลงไปค่ะ


รอบแรกผ่านไป ใช้เวลาพอสมควรเลยค่ะ



ว้าปปป กัดออกมารอบแรก ออกมาเป็นสีส้มค่ะ!! ฮ่าๆๆ ผลพวงมาจากการย้อมสีเข้มทำให้ต้องฟอกสีหลายรอบขึ้น เนื่องจากว่าฟอกไปครั้งแรกยังเจอสีส้มอยู่ T-T ฟอกต่อสิคะ


อ่ะ เป่าแห้ง เตรียมตัว ฟอกอีก 1 หน


หลังจากฟอกสีรอบที่ 2 และเป่าแห้งแล้ว ก็ได้สีนี้มาค่ะ ว้าววววว ตกใจเบาๆ ฮ่าๆๆ เพราะนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยที่กัดสีผมจนกลายเป็นสีนี้ ต้องยอมรับว่าผมเสียพอสมควรค่ะ ต้องการการบำรุง ด้วยพื้นเดิมก็เสียอยู่แล้ว เจอสารเคมีแบบนี้ อุ๋มสัญญา ว่าอุ๋มจะดูแลผมให้มากขึ้นนาาาาา


ว่าแล้วก็ย้อมสีกันนน ทำไปทำมา ตกลงกับพี่โอ๋ และพี่ๆ ช่างว่า เอาสีม่วงละกันค่ะ :) ชอบๆ จริงๆ อุ๋มอยากได้สี Maroon แต่มันก็จะคล้ายสีเดิมก็เลย เก็บไว้ในใจก่อน ครั้งหน้าจะไปทำให้ได้เลย


ป๊าดดดด ออกมาแล้วค่าาา สีออกมาแล้วค่าาา มีการไล่เบาๆ เพราะว่าเว้นช่วงลอยต่อ แต่ชอบนะ ดูเป็นศิลปะ คริคริ หลังจากเวลาผ่านไปประมาณ 5 ชม. ก็ได้สีดังนี้ค่ะ อยากสวยต้องอดทนนะคะ อุ๋มไม่ค่อยได้เข้าร้านทำผมเท่าไหร่ เพราะไม่มีเวลา เข้าไปที จัดไป 5-6 ชม. ที่บ้านนี่แตกตื่นเลยค่ะ นึกว่าหนีออกจากบ้านไปไหน แฮ่



กลับมาบ้านแล้ว สียังคงสวยสดอยู่ ปลื้มมากกก ปลื้มจีจี


อันนี้สระรอบแรกไปแล้วค่ะ ชอบความรู้สึกตอนสระมาก เพราะด้วยสีผมด้านในที่ถูกกัดจนเป็นสีอ่อน เวลาสระทุกครั้งเมื่อสีที่ย้อมด้านนอกหลุดออกไป สีผมก็จะอ่อนลงๆ ทำให้ได้เห็นสีใหม่ๆ ทุกครั้ง มาดูกัน ว่าครั้งที่ 3 เป็นอย่างไร


หลังจากสระครั้งที่ 3 อุต่ะ มีปอยนึงกลายเป็นสีม่วงอ่อน (สีในภาพไม่เหมือนสีที่เห็นจริงเท่าไหร่) แต่โดยรวมยังสวยอยู่ :) เดี๋ยวสีหมดไปเมื่อไหร่จะไปย้อมเพิ่มมมมนะ



ประสบการณ์ทำผมครั้งนี้ที่ To B1 Academy จัดให้นั้น รู้สึกฟินมาก เพราะ ที่นี่ไม่เหมือนการทำร้านปกติ เพราะ มีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลตลอด ขอบคุณพี่แนน ที่คอยหาของกินให้เค้าตลอด เพราะ หิ๊วหิวว แฮ่ะๆ และ พี่โอ๋ รวมทั้งพี่ๆ ทุกคน อุ๋มอาจจะถามนู่นถามนี่เยอะหน่อย แต่พี่ๆ ก็คอยตอบคำถามตลอดๆ คอยให้ความรู้ระหว่างทำสีผมตลอดๆ 
สรุปแล้ว ทำไปแล้วมั่นใจค่ะ เพราะว่า ผมอุ๋มจะออกมาเป็นอย่างไรนั้น ก็อยู่ที่ฝีมือและประสบการณ์ของทีมล้วนๆ ดีใจที่ได้มีโอกาสไปสัมผัส และลองใช้บริการของ To B1 Hair Station นะคะ
  

อุ๋ม ขอขอบคุณ To B1 Hair Station ไว้ตรงนี้ด้วยนะคะ ที่ช่วยจัดการสรรสร้างสีผมให้อุ๋ม เปรี้ยว เก๋ ประทับใจขั้นสุด ใครอยากทำสีผม เปลี่ยนตัวเองก่อนปีใหม่ เก็บร้านนี้ไว้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งนะคะ รับรองไม่ทำให้ผิดหวังแน่ ๆ ค่ะ 
หากสนใจทำผมที่เดียวกันกับอุ๋ม สาขาของ ToB1 มีหลายสาขา ดังนี้ค่ะ 
  1. TOB1 SIAM SQUARE SOI.2
  2. TOB1 LAVILLA PHAHONYOTHIN ARI
  3. TOB1 FUTURE PARK RANGSIT
  4. TOB1 MBK SHOPPING CENTER
  5. TOB1 THE AVENUE CHANGWATTANA
  6. TOB1 THE NINE SHOPPING CENTER RAMA 9
  7. TOB1 THE WALK RATCHAPRUK
  8. THE MALL BANGKAPI
  9. TOB1 THE MALL NGAMWONGWAN
  10. TOB1 CENTRAL RATTANATHIBET
  11. TOB1 CENTRAL BANGNA
  12. TOB1 CENTRAL RAMA 2
  13. TOB1 CENTRAL RAMA 3
  14. TOB1 CENTRAL WORLD
  15. TOB1 CENTRAL RAMA 9
  16. TOB1 CENTRAL CHANGWATTANA
  17. TOB1 CENTRAL PINKLAO
  18. TOB1 CENTRAL UDONTHANI
  19. TOB1 CENTRAL KHONKEAN
  20. TOB1 CENTRAL UBONRATCHATHANI
  21. TOB1 CENTRAL PUKET
  22. TOB1 CENTRAL CHIANGRAI
  23. TOB1 CENTRAL SURATHANI
  24. TOB1 CENTRAL LAMPANG
  25. TOB1 CENTRAL AIRPORT CHIANGMAI
  26. TOB1 CENTRAL PHITSANULOK
  27. TOB1 THE MALL KORAT

และนี่คือภาพล่าสุด สภาพและสีจริง ณ ตอนนี้ค่ะ :) ทุกคนทักทายว่า เก๋ อุ๋มเลยแฮปปี้เลย ยังไงอยากลองเปลี่ยนสีผม อย่าลืมมาปรึกษาทีม To B1 Hair Station ดูนะคะ อุ๋มพอใจมากกับการลองเปลี่ยนลุคครั้งนี้



ป.ล. แอบบอกก่อนว่า การทำสีผม หรือทำเคมีใดๆๆๆ กับผมนั้น ก็ขึ้นอยู่กับสภาพผม ออริจินัล ดั้งเดิมของเราด้วยนะคะ ลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญดูก่อนดีที่สุดค่ะ และอย่าลืมว่าหลังทำสีผมหนักๆ นั้น สภาพของผมนั้นต้องแย่ลงอย่างแน่นอน อย่าลืมดูแลผมกันเยอะๆ นะคะ



ติดตามเพจของอุ๋มได้ที่


แล้วเจอกันใหม่บล๊อกหน้าน้า

สวัสดีค่ะ

11.11.2014

สุดสัปดาห์นี้แพคกระเป๋าออกเดินทาง กับ PannitaP Blog

                สวัสดีค่ะ อุ๋มเองนะคะ บล๊อกครั้งนี้อาจจะแปลกแต่งต่างไปซักเล็กน้อยนะคะ เพราะวันนี้อุ๋มจะมาพูดถึงวิธีจัดกระเป๋าเดินทาง ของอุ๋มเอง และสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการไปทำงานแต่ละครั้งค่ะ การจัดกระเป๋าของอุ๋มในครั้งนี้อุ๋มใช้กระเป๋าเดินทางใบเล็กธรรมดาค่ะ โดยความจุนั้นสามารถใส่ของยังชีพได้ 2-3 คืนเลยนะคะ ถ้าจัดดีๆ


                แต่ทริปนี้อุ๋มไปเซี่ยงไฮ้ เพียงแค่ 1 คืน เท่านั้น เพราะฉะนั้น กระเป๋าก็จะหลวมหน่อยค่ะ

                เริ่มจาก Checklist กันก่อนดีกว่า ว่าโดยปกติ มนุษย์แอร์แบบอุ๋ม พกอะไรไปบินบ้างค่ะ

1.  เสื้อผ้า

                แน่นอนค่ะ ว่าเสื้อผ้านั้นต้องมาเป็น อันดับแรก เพราะว่าเป็นปัจจัย 4 ค่ะ ไปถึงลงนอนตามพอร์ทต่างๆ ก็ต้องเช็คด้วยนะคะ ว่า อุณหภูมิ ณ ดินแดนแห่งนั้นเป็นเช่นไร จะใช้ความเคยชินอย่างเดียวก็ไม่ได้นะคะ เพราะว่า อุณหภูมินั้นเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อุ๋มขอ ยกตัวอย่าง ทริปเซี่ยงไฮ้ ในครั้งนี้เลยค่ะ พยากรณ์อากาศอุณหภูมิไว้อยู่ที่ 18-20 องศาเซลเซียส โดยมีเมฆมากทั้งวันและมีโอกาสที่ฝนจะตกค่ะ


                เพราะฉะนั้น ความหนาวไม่มาก แต่ระวังฝน เสื้อผ้าที่เอาไป 1 ชุดถ้วน โดยส่วนมากเป็น กางเกงยีนส์ เสื้อยืดสบายๆ และเสื้อหนาวแบบกันลม ไม่หนามาก 1 ตัว ค่ะ

                ** อุ๋มจัดของในพื้นที่แคบแบบนี้ ได้ด้วยการม้วนเสื้อผ้าให้เหลือเล็กที่สุดค่ะ และเอาไปแค่พอดี อาจจะมีเสื้อบางๆ ติดเอาไว้เป็นเผื่อขาดเหลือค่ะ **



                ส่วน ชุดนอน นั้น อุ๋มมีกางเกงแอโรบิค และเสื้อยืดสบายๆ อีกซักตัว ส่วน เครื่องใน ตัวใครตัวมันนะคะ ฮ่าๆ อันนี้ตามแต่สะดวกจะพกเลยค่า เอาไปให้พอละกัน อย่าถึงขั้นต้องซักและใส่ซ้ำเลย ที่สำคัญบางประเทศต้องมีการตรวจกระเป๋าเอ็กซเรย์ แนะนำว่าระวัง ลิง เผ่นผ่านนะคะ เก็บใส่กระเป๋าที่เป็นสัดส่วนจะเวิร์คค่ะ

2. เอกสารสำคัญในการเดินทาง

                อันนี้ด้วยอาชีพอุ๋มนั้น เอกสารเหล่านี้ ห้าม!!!! ขาด หาย ลืม หรือหมดอายุ จริงๆ ใกล้หมดอายุก็ยังไม่ได้ เพราะฉะนั้น อยู่ติดตัวกับกระเป๋า Handbag ค่ะ ซึ่งไม่ได้โชว์รูปไว้ ณ ที่นี้

                ** แนะนำว่า ให้ จัด ทุกอย่างใส่กระเป๋าใบเล็ก ที่สามารถหยิบออกมาใช้งานได้ง่าย อยู่ในส่วนที่มองเห็นได้ง่าย แต่ยากที่จะสูญหายค่ะ **

                สำคัญมากจริงๆ นะ ห้ามลืม!! ถ้าให้ดีมีตัวสำเนาเก็บไว้ที่อื่นๆ ของกระเป๋าเดินทางด้วยก็ได้ค่ะ ในกรณีไม่คาดฝันเกิดขึ้น จะได้ยังมีสำเนาของเอกสารเหล่านี้ไว้แสดงตัวนะคะ

3. เงิน


                ฮ่าๆๆ แน่นอนอยู่แล้วว่าไม่มีก็คงไปไหนมาไหนไม่ได้ ไม่ว่าจะในรูปแบบเงินสด หรือ บัตรเครดิต เดบิต ต่างๆ เก็บเอาไว้ให้ดีในกระเป๋าสตางค์ค่ะ

                ถ้าต้องพกเงินหลายสกุล ควรใช้กระเป๋าสตางค์ที่มีช่องสามารถแบ่งเงินสกุลต่างๆ ได้ และ อย่าลืมพกกระเป๋าสำหรับแยกเหรียญ มิเช่นนั้น หยิบออกมาอาจมีทั้งเหรียญบาท เยน วอน หยวน ดอลลาร์ และอื่นๆ แบบอุ๋มได้ ,,,, เกิดขึ้นประจำเชียวละ กระเป๋าสำหรับเศษเหรียญของอุ๋ม คือ ถุงยา ค่ะ ฮ่าๆ ส่วนมากใช้ครั้งเดียวทิ้ง เปลี่ยนไฟลท์ก็เปลี่ยนถุง หรือ หาซื้อ Ziplock ขนาดเล็กๆ ไว้ก็ได้นะคะ อย่าอนาถาแบบอุ๋ม แฮ่

                บัตรต่างๆ ที่พกไป ก็อย่าลืมจดเลขบัตรด้วยนะคะ เผื่อเกิดการสูญหายต้องทำการอายัตจะได้ทำได้ทันท่วงที และที่สำคัญอย่าลืมสอบถามกับทางธนาคารเจ้าของบัตรก่อนด้วย ว่าบัตรเหล่านี้สามารถนำไปรูดต่างประเทศได้หรือไม่ค่ะ


                ถ้าเป็นการกดเงินสดโดยใช้ บัตร ATM ในกรณีที่ลืมแลกสตางค์ไป หรือ ตังค์หมดระหว่างทาง ถ้ามีเงินในบัญชีก็สามารถกดเป็นเงินสดสกุลนั้นๆ ได้ค่ะ โดยค่ากดจะอยู่ที่ประมาณ ครั้งละ 100 บาท แค่ดูยอดคงเหลือก็เสียนะคะ ทางที่ดีแลกไปให้พอดีกว่า

4. กระเป๋า และ พร๊อบ

                อุ๋มจะพกกระเป๋าพับได้ไปด้วยใบนึงค่ะ เวลาไปบิน ไว้ใช้ของส่วนตัวเวลาออกเดินทางไปเที่ยว ส่วนมากก็จะพกกระเป๋าสตางค์ เอกสารสำคัญ เช่น Passport และเบอร์สถานที่ติดต่อในกรณีฉุกเฉิน กล้องถ่ายรูป โทรศัพท์มือถือ กุญแจห้องของโรงแรม เครื่องสำอางสำหรับเติมระหว่างวัน ฯลฯ อุ๋มเลือกใช้ Longchamp ใบสีน้ำตาล Size M หูยาว ใบนี้ที่เห็นกันประจำค่ะ


                ** อุ๋มเห็นว่าควรพก กระเป๋าที่มีซิป หรือ กระเป๋าที่ปิดได้มิดชิด เนื่องจากว่าเราไม่รู้เลยว่าที่ที่เราไปมีความเสี่ยงในการโดนล้วงกระเป๋าแค่ไหน และแนะนำว่าให้เป็นกระเป๋าทนๆ สะพายแล้วสบาย มีความจุพอควร เพราะบางซุปเปอร์มาเก็ตไม่มีถุงให้อุ๋มก็ขว้างๆ ทุกอย่างลงกระเป๋านี่ล่ะค่ะ ฮิฮิ **

                อุปกรณ์เสริม หรือพร๊อบ ที่อุ๋มมักเอาไปด้วย คือ หมวก และแว่นตา โดยมากเอาไปประกอบการถ่ายรูปค่ะ ฮ่าๆ (ตามที่เห็นกันได้ใน Instagram ตามนั้น)

5. รองเท้า

                การเลือกรองเท้าของแต่ละทริปนั้น ก็ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศด้วย มีตั้งแต่รองเท้ารัดส้นเปิดหน้าโชว์เท้าเบาๆ ไปจนถึงบู๊ทสูงถึงเข่า อันนี้อยู่ที่ฤดูกาลจริงๆ ค่ะ


                ส่วนทริปเซี่ยงไฮ้ ในครั้งนี้ รู้ว่าต้องเดินเยอะแน่นอน อุ๋มจึง เลือกที่จะพกรองเท้าผ้าใบเบาๆ ใส่สบาย เดินนานๆ ได้ไม่มีปัญหา คู่ที่อุ๋มใช้ คือ Adidas Adizero Feather 4 ค่ะ


                หรือ รองเท้าแบนๆ แบบพับได้ หรือ Fold-able Flat สีที่เข้า กับชุดต่างๆ ได้ง่ายค่ะ คู่นี้จาก Mingleshoes รองเท้าพับได้ของอุ๋มเองค่ะ ขอแบบพับได้เท่านั้นนะที่กระเป๋าเค้าน้อยยย



6. ของใช้ส่วนตัว รวมถึงยาประจำตัว

                ในที่นี้คือ เครื่องสำอาง และอุปกรณ์ประทินผิว รวมถึงยาประจำตัวของอุ๋ม เองค่ะ บอกได้เลยว่าเยอะกว่าเสื้อผ้าทั้งหมดที่กล่าวไป ข้างต้น


                ทั้ง 2 ใบนี้ คือที่แบ่งมาแล้วให้ได้ดูกันค่ะ ขอไม่โชว์ของด้านใน ในบล๊อกนี้เพราะว่าคงต้องร่ายยาวกันเป็นหน้าแน่ๆ ค่ะ แบ่งหลักๆ คือ 

               
- กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง สำหรับแต่งหน้าขากลับ 

                - กระเป๋าใส่ครีม รองพื้น รวมทั้งอุปกรณ์ทำความสะอาดใบหน้าต่างๆ และยา พวกยาแก้แพ้ แก้ปวดหัว ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ กรดไหลย้อน คือพูดเลยว่าเป็นอะไรบอกได้ มีหมด!!

                - ส่วนอีกใบหนึ่งนั้นจะอยู่ใน Handbag ติดตัวขึ้นเครื่อง มี เครื่องสำอางไว้เติมระหว่างไฟล์ท และยาเล็กน้อยค่ะ


                ** เนื่องจากกระเป๋าใบนี้ไม่ได้โหลดลงใต้ท้องเครื่อง ของเหลวทั้งหมดจึงอยู่ใน บรรจุภัณฑ์ขนาดไม่เกิน 100ml. นะคะ ต้องศึกษาถึงประเทศที่ไปด้วยน้า ไม่งั้นขากลับมีโยนทิ้งกันเป็นเบือออ เสียดาย!!**

                กระเป๋าเหล่านี้อุ๋มเลือกใช้สีที่เห็นชัดที่สุด และ ใส เพราะว่าจะได้ไม่ลืมค่ะ เพราะ เคยลืมมาแล้ว ความเศร้าบังเกิดเลยค่ะ คราวนี้ไม่รู้จะเอาอะไรมาล้างหน้าเลย เพราะฉะนั้นห้ามลืมเด็ดขาดค่ะ!!

                นอกจากนี้ยังมี หวี คอนแทคเลนส์ ที่ทาดับกลิ่นเต่า น้ำหอม และอื่นๆ ก็อย่าลืมพกกันไปนะคะ

7. กล้องถ่ายรูป Olympus OMD - EM10

                กล้อง Mirrorless ตัวใหม่ล่าสุดที่อุ๋มได้ลองค่ะ เนื่องจากแบก DSLR ที่มีไม่ไหว ไม่ไฟ๊ต์ขนาดนั้น แต่จะใช้มือถือถ่ายอย่างเดียวก็ดูจะโปรน้อยไปนิด (ที่ถ่ายอยู่ก็ไม่ได้สวยมาก แต่กล้องช่วยเยอะ) อุ๋มก็เลยมีเจ้า OMD-EM10 ไปด้วยกันในทริปนี้ค่ะ


                ด้วยขนาดที่จับแล้วถนัด กระชับรับกับมือมาก น้ำหนักน้อยยัดลงกระเป๋าเดินทางได้ไม่รบกวนน้ำหนักกระเป๋า และรูปร่างดีไซน์เท่ห์ๆ เหมาะสมกับการพก และคล้องคอไปถ่ายที่ต่างๆ แล้วก็ส่งรูปผ่าน Wifi เข้ามือถือไปแชร์ต่อตาม Social Networks ได้เลยอีก!


                เอาคะแนนไป 10/10 ค่ะ ชอบมาก คิดว่าน่าจะใช้ต่อเลยล่ะ เพราะ โดนใจ

                ไว้เบื่อๆ ก็หาเลนส์วาย มาเปลี่ยน เปลี่ยนมุมมองได้ไปอีก ทริป นี้เลยถ่ายรูปถล่มมาก ไปกัน 3 คนใช้เวลาอยู่ด้วยกันแค่ เที่ยงถึง 2 ทุ่ม ไปอยู่ไม่กี่ที่แต่รูปตรึมมม รูปงามม ,,, ต่อไปนี้เป็นภาพจากกล้องล้วนๆ ฮับ


                ภาพแรกกองทัพต้องเดินด้วยท้อง แวะทานอาหารจีนแบบ Local คือ อร่อย และถูกกก กินกัน 3 คน แบบหนักมาก ทานไม่หมด โดนไป 800 บาท เท่านั้น


                ภาพนี้ เดินเล่นที่ Xin Tian Di ย่านวัยรุ่น สวยดี อากาศดี ได้อารมณ์ "ไม่จีน" คือ มีแต่ชาวต่างชาติเต็มไปหมดเลยค่ะ


                ภาพสุดท้าย คือ หอไข่มุก เชื่อว่าใครๆ ก็ต้องไปดู ภาพนี้อุ๋มไม่ได้ถ่ายจาก The Bund แต่ถ่ายจากฝั่งหอไข่มุกเลยค่ะ


                แอบชอบถ่ายภาพ Macro คือ ชอบรูปนี้มากไม่ต้องแต่งเลย ถ่ายออกมาแล้วได้แบบนี้เลย แฮปปี้ค่ะ อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของไม่ไผ่ที่ชาวจีนเอามาประดิษฐ์ของค่ะ เผอิญหลงเข้าไปในนิทรรศการโชว์ศิลปะพอดี เลยแอบถ่ายมา :)

                Battery Life ก็ดีงามด้วย ชาร์จไว้เต็มก่อนไปบิน ไปเปิดที่นู้น เปิดเกือบตลอดทั้งวัน ถ่ายตลอดเวลายังไม่หมดค่ะ อยู่รอดยันกลับถึงไทย ฮ่าๆ ดีอ่ะ สบายจริงๆ เป็นมือถือแบตน้องหมดไปแล้ววววว!!!


                ขอลิสต์ไว้ เป็น "เพื่อนเดินทาง" ที่ดีชิ้นนึงค่ะ!!

8. Gadget อื่นๆ รวมถึงที่ชาร์ต ปลั๊ก อแดปเตอร์

                โดยส่วนใหญ่นอกจากโทรศัพท์มือถือแล้ว อุ๋มยังพก iPad, iPod หรือ Laptop ไปบินบ้างเหมือนกันค่ะ แล้วแต่ความยาวของไฟล์ท และระยะเวลาที่ต้องอยู่ทีต่างประเทศ

                ที่สำคัญ อย่าลืมพวกสายชาร์ตของอุปกรณ์ต่างๆ Powerbank รวมทั้งตัวแปลงไฟ ปลั๊กรางเผื่อมีหลายชิ้นจะได้ชาร์ตทีเดียวได้ รวมถึง Universal Adapter นะคะ เพราะ ปลั๊กแต่ละที่หน้าตาไม่เหมือนกัน ค่ะ

                
                ตัวอย่างประมาณนี้ค่ะ ส่วนเรื่อง Voltage และอื่นๆ แนะนำศึกษาก่อนไปอีกทีนะคะ

                หากพกอุปกรณ์ Electronic ขึ้นเครื่อง ตอนแสกนกระเป๋าค่ะ อาจจะต้องเอาออกมาให้เจ้าหน้าที่ตรวจดูด้วยนะคะ แม้แต่ลูกเรือเองก็ต้องค่ะ เพราะฉะนั้นเอาสิ่งเหล่านี้ไว้บนๆ หรือวางในกระเป๋าหลังสุดก่อนปิดกระเป๋า และอย่าเผลอเอาของหนักไปวางทับนะคะ พัง โพล๊ะ! เลยนะ

9. หนังสือท่องเที่ยว

                ที่บ้านอุ๋มมีชั้นหนังสือ ชั้นนึงเต็มๆ สำหรับหนังสือท่องเที่ยวค่ะ บางประเทศมีหลายเล่มซะด้วยซ้ำ อุ๋มชอบพกไปอ่านหาข้อมูลใหม่ๆ ค่ะ แต่เดี๋ยวนี้มีให้โหลดใส่มือถือแล้ว โหลดแบบนั้นไว้ก็ดี ไม่ต้องแบกจนไหล่ทรุด แต่ที่ควรมีเลยคือรูปแผนที่เส้นทางที่เราจะไปนะคะ เช่น ที่เซี่ยงไฮ้มีสถานีรถไฟยุบยิบยับมาก มีหลากสี หลากเส้น นั่งผิดออกนอกเมืองไปนี่จบเลย


                นั่งๆ ไปบางสถานีไม่มีภาษาอังกฤษขึ้นมาซะนี่ก็มีค่ะ ยังไงก็ศึกษาเส้นทางก่อนไปซักนิดด โชคดีที่อุ๋มมีเพื่อนร่วมเดินทาง และ 1 ใน 2 เรียนอยู่ที่นู่น :) ขอขอบคุณณัฐ และ เตย ด้วยสำหรับทริปนี้ ไม่งั้นคงหลงกลับไม่ถูกแหงๆ


                นี่คือ 9 อย่างคร่าวๆ ที่อยู่ ใน Checklist การจัดกระเป๋าของอุ๋มนะคะ ยังไงมีอะไรเพิ่มเติมก็อย่าลืมมาบอกกันเพิ่มเติมได้ เผื่อจะจัดกระเป๋าได้ดีมากขึ้น ส่วนเรื่องเที่ยวก็ใช้ แรงกาย แรงใจล้วนๆ ค่ะ ออกไปเที่ยวให้เต็มที่ ใช้ชีวิตให้เต็มที่ บางทีคิดว่าจะได้มาอีก แต่ไม่รู้ว่าจะได้มาเมื่อไหร่ และกับเพื่อนคนเดิมหรือเปล่า เพราะฉะนั้น ทุกที่ที่อุ๋มไป อุ๋มเที่ยวเต็มที่ทุกครั้งค่ะ

                หวังว่าบล๊อกนี้คงมีประโยชน์ และช่วยให้หลายๆ คนมีแนวทางในการจัดกระเป๋าเดินทางมากขึ้น ไม่มากก็น้อยนะคะ :) คริคริ ที่สำคัญต้องขอบคุณ Olympus ที่ทำให้มีรูปสวยๆ ตลอดการเดินทางครั้งนี้



                ว่าแล้วก็ปิดกระเป๋า และเตรียมตัวออกเดินทางทริปหน้าค่ะ :) ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะคะ แล้วเจอกับอุ๋มใหม่ค่ะ


กดไลค์ เพจอุ๋มได้ที่ www.facebook.com/pannitapblog นะคะ ยังมีรูปลงเพิ่มเติมอีกน้าา

[REVIEW] Samsung "Galaxy Camera 2"

สวัสดีค่ะ วันนี้ขอฉีกแนวออกห่างจากโต๊ะเครื่องแป้งมาซักหน่อย เพราะ วันนี้อุ๋มจะมารีวิวของเล่นใหม่ของอุ๋ม ที่อุ๋มได้รับจากทาง Samsung ค่ะ ทางแบรนด์คงเห็นว่าเหมาะกับอาชีพเดินทางไปๆ มาๆ ของอุ๋ม :) ยังไงก็ต้องขอบคุณ Samsung ที่ให้อุ๋มได้ลองเล่น Samsung Galaxy Camera 2 ด้วยนะคะ

เวลามีโอกาสได้ไปลงนอน เวลาไปบิน 1 ในสิ่งที่อุ๋มพกไปด้วย ก็คือ กล้องนั่นเองค่ะ แต่ต้องขอออกตัวก่อนเลยนะคะ ว่าเป็นมือใหม่หัดรีวิวทางด้านนี้เอามากๆ ปกติอยู่สายเครื่องสำอางนู่นค่า แต่ก็อยากลองดูค่ะ เผื่อมาแนวนี้จะรุ่ง แห่ะๆ ถ้ามีข้อผิดพลาดประการใด ติชมได้เลยนะคะ แล้วก็ขออภัยมาล่วงหน้าเลยด้วยค่ะ เพราะค่อนข้างมั่นใจว่าต้องมีข้อผิดพลาดแน่ๆ ^^


หลังจากได้ใช้กล้อง Samsung Galaxy Camera 2 มาระยะหนึ่งแล้ว วันนี้จะมารีวิวถึงฟังก์ชั่นการใช้งานแบบง่ายๆ ที่อุ๋มได้ลองใช้ และคิดว่าสาวๆ ที่มี ไลฟสไตล์ใกล้เคียงกับอุ๋มน่าจะชอบค่ะ ชอบเที่ยว เดินเล่นในเมือง กระทู้รีวิวนี้เลยเอารูปที่ไปตามพอร์ทต่างๆ มาฝากด้วยค่ะ ไม่กล้าลงเยอะเท่าไหร่ ฝีมือไม่ดีเล้ยย T-T ยังไงเริ่มกันเลยดีกว่าเนอะ


โดยปกติแล้วนั้นอุ๋มใช้ มือถือถ่ายรูปเท่านั้นเลยค่ะเวลาไปเที่ยวตามสเตชั่นต่างๆ ที่ได้ลงไปนอน จึงอยากมีอะไรเก๋ๆ ไว้เล่นบ้าง แบบที่ไม่ยากเกินไปนัก กล้อง Samsung ตัวนี้เป็น กล้องคอมแพคดิจิตอล ที่ใช้ ระบบปฏิบัติการ Android ค่ะ ก่อนหน้านี้ซัมซุงเคยออกกล้องแบบนี้มาหนนึงแล้ว แต่ได้ข่าวว่าตอนนั้นระบบยังไม่ค่อยเสถียรหรือเข้ากันไม่ได้นี่ละ ทำให้เครื่องค้างบ่อย แต่เท่าที่อ่านรีวิวมา ตัว Samsung Galaxy Camera 2 ได้พัฒนามาใหม่แล้ว และอุ๋มเองก็ไม่ค่อยเจอปัญหาระหว่างที่ใช้เลยค่ะ

ขอเริ่มรีวิว จาก รูปลักษณ์ภายนอกก่อนเลยนะคะ ต้องบอกว่า ถูกใจ ตั้งแต่สีและรูปร่างของตัวกล้องเลยค่ะ หน้าตาของ Galaxy Camera 2 นี้ พลาสติกด้านหน้าเปลี่ยนมาใช้วัสดุเลียนแบบหนังแท้ค่ะ เลนส์กล้องยังคงไม่สามารถเปลี่ยนได้ ด้วยความ คอมแพค คอมแพค ค่ะ


ขนาดของตัวกล้อง คือ กวาง 71.2 mm ยาว 132.5 mm หนา 19.3 mm และมีน้ำหนัก 285 กรัม ค่ะ
เบา และ พกพาง่ายค่ะ 



หน้าจอ เป็น HD Super Clear LCD (TFT) ขนาด 4.8 นิ้ว ใหญ่สะใจ ไม่มีปุ่มๆ ให้กดเลย เป็นการสั่งงานแบบสมาร์ทโฟน เหมือนมือถือไม่มีผิด ส่วนของจอสีสวยสดมากทีเดียวค่ะ ชอบๆ


แบตเตอรี่ ขนาด 2,000 mAh ค่ะ อุ๋มถ่ายโหดต่อเนื่องเวลาไปเที่ยวก็ยังไม่หมดนะคะ :) จากข้อมูลที่หามาบอกว่าถ่ายต่อเนื่องได้ประมาณ 394 ภาพ ค่ะ มีช่องสำหรับต่อสาย HDMI อยู่ตรงนี้ด้วยค่ะ

การ์ดความจำ Micro SD ใส่ได้สูงสุด 64GB สำหรับผู้ที่ชอบถ่ายภาพคงต้องหามาใส่ค่ะ เพราะหน่วยความจำที่มากับเครื่องนั้น มีแค่ 8GB ซึ่งต้องแบ่งให้ ไฟล์ระบบและ Apps ต่างๆ ใช้ด้วยค่ะ


ขอแทรกภาพให้ชมเป็นพักๆ ค่ะ (ฺBeijing โหมด Auto, April 2014)

ระบบการใช้งาน Android ทำให้ง่ายมากในการโหลด Apps ต่างๆ ที่อุ๋มใช้ เหมือนในมือถือเลยค่ะ อุ๋มก็โหลดทุกอย่างมาจาก Play Store และ Samsung Apps เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter หรือ Instagram หลังๆ มานี่โหลด Page Manager มาไว้ใช้อัพรูปลงเพจโดยตรงเลย

(ฺBeijing โหมด Auto, April 2014)

ชอบมากตรงถ่ายแล้วแชร์ได้เลย เวลาเอาไปเดินถ่ายตามถนน ร้าน หรือสถานที่ต่างๆ ที่ไป คือ ถ่ายปุ๊บ เจอ Wi-Fi ตรงไหน เราก็แชร์ลง Social Network ได้เลย ไม่ต้องส่งเข้ามือถืออีกรอบเหมือนกล้องตัวอื่นๆ อันนี้อุ๋มชอบมากค่ะ 

คุณพ่อก็ปลื้ม เอาไปถ่ายประจำ :)

หรือถ้ายังไม่อยากแชร์ ก็ Upload ลง Dropbox ไว้ก็ได้ และสำหรับผู้ใช้งาน Dropbox ครั้งแรกผ่าน Galaxy Camera 2 จะได้รับการเพิ่มพื้นที่ฟรี 50 GB เป็นเวลา 2 ปี ด้วยค่ะ 




Applications หลักๆ ที่มากับตัวเครื่อง Galaxy Camera 2 เลย ก็จะมี Paper Artist และ Apps พื้นฐานหลักๆ อื่นๆ เหมือนที่มีใน Smartphone ของ Samsung เลยค่ะ และยังมี Apps ที่ชอื่ว่า Xtremera มาให้ด้วย เพื่อเพิ่มความสามารถของกล้อง ให้ตั้งชัตเตอร์แบบช้า เพื่อถ่ายรูปหมู่ดาว โดยโหมด Star Trial และ ถ่ายภาพเส้นแสง แบบ Light Painting ด้วยโหมด Light Art ทั้ง 2 สิ่งนี้ ศึกษามา เพราะยังไม่มีใครมาเล่นด้วยเลย เลยไม่รู้จะถ่ายกับใคร ส่วนเรื่องดาว บ๊ายบาย ไป เพราะว่าแถวบ้านมองไม่เห็นซักดวง T-T

โหมด NFC ขอข้ามไป เพราะ ไม่มีอุปกรณ์ใดๆ มา Tag&Go กับเจ้า Galaxy Camera 2 เลยค่ะ ,,, เหงาไหมลูก แม่อุ๋มไม่มีเพื่อนให้เล่นด้วยเลยย

มาถึงโหมดกล้องๆ ที่อุ๋มได้ใช้ดีกว่า Galaxy Camera 2 ประกอบด้วย โหมดถ่ายภาพสำเร็จรูปที่ให้มามากถึง 28 โหมดค่าา ,, อ่านไม่ผิด! 28 โหมดค่ะ!

ภาพนี้ลองใช้ Macro ถ่ายค่ะ

มี โหมด Selfie Alarm เพิ่มขึ้นมาใหม่ สำหรับ Selfie Obsessed แบบอุ๋ม โหมดนี้เหมาะค่ะ เพราะ เจ้ากล้องตัวนี้จะใช้ระบบตรวจจับใบหน้าค้นหา ใบหน้าของผู้ถ่าย เละเมื่อพบ Shutter ของกล้องจะทำงานอัตโนมัติ แต่ ถ้าเอียงหน้าทำมุมมาก เพราะอยากให้หน้าผอม บางทีกล้องก็ฉลาดไม่พอนะคะ แห่ะๆ 

หน้านวลเชียว โหมด Beauty Face ช่วยได้ค่ะ

สำหรับโหมด Expert นั้น สำหรับ ผู้มีความสามารถค่ะ อันนี้อุ๋มไม่สามารถ จึงได้ใช้น้อยมากค่ะ โหมดนี้ปรับได้หมดค่ะ ค่า ISO ค่า f ความเร็วชัตเตอร์ ฯลฯ เอาจริง ไม่เข้าใจค่ะ แต่พยายามศึกษาอยู่นะคะ ใครอยากสอน สอนได้เลย ยินดีเรียนค่ะ ^^ แต่ศิษย์คนนี้ออกจะช้าซักนิดนะคะ

อันนี้คุณพ่อใช้ Night Mode ถ่ายไม่เปิดแฟลชตรงนั้นมืดมาก ภาพออกมาสวยค่ะ แต่ต้องมือนิ่ง 
อุ๋มไม่สามารถถ่ายได้ค่ะ สั่นตลอดด

ที่เก๋อีกอย่าง คือ สามารถสั่งงานกล้องด้วยเสียงได้ด้วยนะคะ แต่ต้องออกสำเนียงเล็กน้อย โดยการพูดว่า Smile, Cheese, Capture และ Shoot ค่ะ  (เน้นว่า งานนี้สำเนียงต้องมา นะคะ ภาพจะออกมาสวยพร้อมปากเผยอพองามค่ะ)

ถ่ายภาพกลางคืนสวยใช้ได้เลยค่ะ ชอบๆ

มาถึงส่วนที่อุ๋มช๊อบ ชอบ เพราะว่าเวลาไปเที่ยว ชอบถ่ายรูปเก็บและแต่งรูปเตรียมมาอัพในบล๊อกค่ะ นั่นก็คือ Story Album ค่ะ โดยลักษณะการจัดเรียงนั้น จะเน้นเป็น Timeline ค่ะ  สามารถปรับแต่ง Layout ได้ตามใจฉันค่ะ

ส่วนวิดีโอ ได้ลองถ่ายกับกล้อง Galaxy Camera 2 ตัวนี้ ก็ใช้ได้เลยค่ะ เป็น Full HD พอทำมาตัดต่อก็คุณภาพแสงและเสียงโอเคเลยค่ะ

- ข้อดี :)

ก็ต้องบอกเลยว่าถ้าต้องการแค่เก็บภาพความทรงจำ เปิดกล้องเร็ว พกง่าย ถ่ายคล่อง ไฟล์รูปไม่ต้องใหญ่และละเอียดมาก มีแอ๊ปให้โหลดมาแต่งรูปเก๋ๆ ในกล้องได้เลย Galaxy Camera 2 ก็เป็นอีกตัวที่น่าลองค่ะ เพราะ อุ๋มเองไม่มีฝีมือในการถ่ายอยู่แล้ว แค่อยากมีรูปไว้ดูเวลาไปเที่ยวเท่านั้นเอง :) ชอบตรงที่ใช้งานได้ง่าย ไม่ต้องมาเปลี่ยนเลนส์ให้วุ่นวาย พกตัวเดียวไปไหนไปกัน ตัว Galaxy Camera 2 จึงตอบโจทย์ได้พอสมควรค่ะ 

- ข้อเสีย :(

อันนี้ก็ต้องพูดตรงๆ เช่นกัน ว่า คุณภาพของภาพที่ออกมานั้น ยังไม่ได้เริ่ดๆ แบบที่คาดหวังไว้ และสีของภาพ ก็เป็นสไตล์ Samsung ค่ะ ไม่แจ่มจรัสเท่าไหร่ ไฟล์สีค่อนข้างจืด และ เวลาซูมภาพเยอะๆ พอถ่ายออกมาแล้วไม่ชัดค่ะ เนื่องจากเป็นระบบปฎิบัติการ Android ก็มีการเด้งของแอ๊ปบ้าง แต่ไม่เยอะค่ะ

ราคาเปิดตัวของ Samsung Galaxy Camera 2 นั้นอยู่ที่ 15,900 บาท ค่ะ ปัจจุบันน่าจะไม่ต่างจากนี้มากนะคะ สุดท้ายนี้ก็ขอฝาก กล้อง Samsung Galaxy Camera 2 ไว้นะคะ เพราะ ก็ถือว่าเป็นกล้องคอมแพคระบบปฏิบัติการที่เวิร์คตัวนึงเลยค่ะ หากเป็นสาวๆ ชอบความง่าย ชอบถ่ายรูปสวยๆ แต่งรูปและลง Social Networks ได้เลย กล้องตัวนี้ก็เป็นอีกตัวที่น่าสนใจ ในราคาที่จับต้องได้ค่ะ :) 

(Perth, May 2014)

รีวิววันนี้ขอจบไว้เพียงเท่านี้นะคะ ขอบคุณมากนะคะทุกคนที่เข้ามาอ่าน มีข้อคิดเห็นอย่างไร คอมเม้นท์ได้เลยนะคะ มือใหม่หัดรีวิวฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ 

สวัสดีค่ะ